สำนึกชาติและประชาชน

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นเวลา 79 ปี การเมืองการปกครองของประเทศไทยนั้นมีการพัฒนามาเป็นลำดับขั้น เริ่มจากยุคของคณะราษฏร์ที่มีการกีดกันแย่งอำนาจกันเองภายหลังการได้มาซึ่งอำนาจปกครอง และจากกลุ่มอำนาจเดิมที่ถูกปลดและริดรอนบทบาทจนนำไปสู่กบฏบวรเดชซึ่งถือเป็นการก่อกบฏครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ อันนำไปสู่การประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง และต่อเนื่องด้วยการถือครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นเวลายาวนานนับสิบปี

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศนั้นมีอิทธิพลต่อประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมักถูกใช้เป็นข้ออ้างในการถือครองอำนาจปกครองของผู้นำประเทศ เช่น การปฏิวัติในฝรั่งเศส การปฏิวัติในรัสเซีย การปฏิวัติในจีน หรือข้อพิพาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนการถูกแทรกแซงและให้การสนับสนุนโดยชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ในช่วงสงครามเย็น สิ่งเหล่านี้ทำให้อำนาจการปกครองถูกแย่งชิง ส่งต่อและเปลี่ยนขั้วระหว่างผู้มีอำนาจโดยที่ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการปกครอง ผู้นำทหารเป็นผู้ถือสิทธิในการก้าวข้ามการใช้อำนาจรัฐมาเป็นผู้ถืออำนาจรัฐแทน ดังที่เราจะเห็นได้จากกรณีจอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมักจะมีการควบตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกในบุคคลและเวลาเดียวกัน

การเลือกตั้งนั้นเป็นไปอย่างพอเป็นพิธีเพื่อให้สมกับคำว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเต็มไปด้วยการทุจริตและแทรกแซงของผู้มีอำนาจ หรือในบางช่วงบางขณะนั้นมีการประกาศใช้กฏอัยการศึกเป็นเวลานาน หรือให้อำนาจนายกรัฐมนตรีแบบเบ็ดเสร็จโดยปราศจากการคานอำนาจระหว่างรัฐสภาและตุลาการ พรรคการเมืองมีสภาพที่อ่อนแอและมุ่งประสานผลประโยชน์กับผู้มีอำนาจทางทหารและข้าราชการประจำ ผู้แทนของประชาชนไม่ได้แสดงบทบาทตามที่ควรและสอดคล้องกับเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ คงมีแต่การฉ้อฉล ทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียง สนับสนุนและแฝงตัวอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของผู้นำประเทศซึ่งมักไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ประชาชนขาดส่วนร่วมอย่างจริงจังในการเมืองการปกครอง สื่อมวลชนถูกริดรอนบทบาทและถูกข่มขู่ด้วยอำนาจรัฐ ผู้นำประเทศนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสามารถใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มพรรคพวกได้ตามอำเภอใจ จนกระทั่งลัทธิทางการเมืองแบบสังคมนิยมซึ่งมุ่งเน้นการปฏิวัติของประชาชนได้แทรกซึมและแผ่ขยายในหมู่นิสิตนักศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนระหว่างการถืออำนาจเบ็ดเสร็จของผู้นำประเทศกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากไร้และไม่มีบทบาททางการเมือง กลไกประชาธิปไตยถูกปิดกั้นและเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองของผู้นำประเทศ ภาพของความขัดแย้งดังกล่าวนั้นนำไปสู่การลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนในเหตุการณ์เดือนตุลาคม อันส่งผลให้ผู้นำประเทศและกลุ่มผู้ถืออำนาจเดิมต้องพบกับความล่มสลาย และถือเป็นครั้งแรกที่การปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จของผู้นำทหารนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองได้สิ้นสุดลง

ภาพของความรอมชอมระหว่างผู้นำประเทศและประชาชนได้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เดือนตุลาคม พรรคการเมืองและสื่อมวลชนมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ประชาชนมีการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในวงกว้าง แต่ถึงแม้ลักษณะการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของผู้นำประเทศจะหมดไป หากยังไม่พ้นจากลักษณะแหล่งที่มาของอำนาจรัฐในหมู่ผู้นำทหารและข้าราชการประจำ ผู้นำประเทศไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วยสิทธิด้วยเสียงของประชาชน แต่เป็นลักษณะของการมอบอำนาจให้ในลักษณะประสานผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองและผู้นำทหาร ซึ่งแทบไม่มีความแตกต่างกันนักกับบางช่วงของการปกครองก่อนหน้าเหตุการณ์เดือนตุลาคม ยกเว้นว่าไม่มีลักษณะของความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามเช่นดังแต่ก่อน การเมืองไทยจึงมีการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งหลังจากที่ใช้เวลานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการปกครองมาเป็นเวลา 45 ปี

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการสนับสนุนของนักการเมืองและข้าราชการประจำ ควบตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก นอกจากนั้นยังมีการต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกออกไปอีกเมื่อครบเกษียณอายุ นับเป็นการถือครองอำนาจอย่างยาวนานท่ามกลางการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยหลายครั้งด้วยการสนับสนุนหลักของพรรคประชาธิปปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ซึ่งมีรากฐานมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงพรรคเดียวในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลของพลเอกเปรมผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทั้งด้านการทหารและการเมือง จนสามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 8 ปี

อย่างไรก็ตาม พลเอกเปรมก็ยังถือได้ว่าเป็นผู้นำประเทศที่มาจากข้าราชการประจำโดยมีฐานของนักการเมืองและทหารให้การสนับสนุน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือพลเอกเปรมได้นำผู้เชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้านเข้าร่วมรัฐบาลในการบริหารประเทศ ไม่ได้แจกจ่ายอำนาจให้กับกลุ่มเครือญาติหรือพรรคพวกเพื่อนพ้องของตัวเองเหมือนในสมัยเผด็จการทหารก่อนหน้านั้น ตลอดจนพลเอกเปรมนั้นปราศจากมลทินเรื่องราวทุจริตใด ๆ และมีบุคลิกภาพที่นุ่มนวล จึงทำให้ได้รับการยอมรับทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยมีการวางรากฐานอย่างมั่นคงในหลาย ๆ ด้าน ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การเงินการธนาคารและการท่องเที่ยว

เมื่อพลเอกเปรมก้าวลงจากอำนาจและส่งมอบการบริหารประเทศให้กับนักการเมืองนั้น ถือเป็นการสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดของการผูกขาดการบริหารประเทศอย่างยาวนานโดยกลุ่มผู้นำทหารซึ่งมีมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่นั้นอำนาจการบริหารประเทศตกอยู่ในมือของนักการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง จึงนับได้ว่าการเมืองการปกครองของไทยนั้นมีการพัฒนาไปอีกขั้นในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในขณะนั้นประกอบไปด้วยกลุ่มทุนขนาดเล็กและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ มีการประสานผลประโยชน์ระหว่างกันโดยมุ่งเน้นไปที่ท้องถิ่นของตนเพื่อรักษาฐานธุรกิจและคะแนนเสียง รูปลักษณะโครงสร้างของที่มาในอำนาจบริหารประเทศจึงเปลี่ยนจากผู้นำทหารและข้าราชการประจำมาเป็นกลุ่มทุนขนาดเล็กที่รวมตัวกันเพื่อประโยชน์ของตนและกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่ เราจะเห็นได้ว่านักการเมืองซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้นั้นล้วนมาจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ถือสัมปทานป่าไม้ ผู้ถือสัมปทานเหมืองแร่ พ่อค้าระดับจังหวัด ฯลฯ โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงินคอยให้การสนับสนุนโดยตรงไปที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ประกอบไปด้วยโครงสร้างเดียวกันแทบทั้งหมด

เมื่ออำนาจตกอยู่ในมือของนักการเมืองซึ่งมีพื้นเพมาจากพ่อค้าและกลุ่มทุนขนาดเล็ก การเอื้ออำนวยระหว่างกันในลักษณะร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์จึงเกิดขึ้น การทุจริตในเชิงปฏิบัติเมื่อมีการขับเคลื่อนอำนาจรัฐจึงมีปรากฏอยู่เป็นประจำในวงกว้าง ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายและเริ่มรู้สึกถึงการสูญเสียอำนาจควบคุมนักการเมืองถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ผู้นำทหารจึงฉกฉวยโอกาสเข้าทำการปฏิวัติและก้าวขึ้นสู่อำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้งหนึ่ง นำพาประเทศกลับไปสู่ยุคก่อนหน้าพลเอกเปรม และมีการแจกจ่ายอำนาจให้พรรคพวกและบริวารในหมู่ผู้นำทหาร ทั้งนี้โดยได้รับเสียงสนับสนุนของประชาชนในช่วงเริ่มต้น จนกระทั่งเมื่อเกิดลักษณะของการพยายามผูกขาดอำนาจอย่างถาวรและส่งต่ออำนาจให้ผู้นำทหารรุ่นต่อไปในกลุ่มของตัวเอง ประชาชนจึงลุกฮือขึ้นอีกครั้งหนึ่งและนำไปสู่การนองเลือดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ผู้นำทหารผันตัวออกห่างจากการเมืองอย่างเด็ดขาดหลังจากเหตุการณ์พฤกษภาทมิฬ นักการเมืองเข้าทำการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ข้าราชการประจำวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเอง แตกต่างจากสมัยก่อนหน้านั้นที่นักการเมืองเป็นฐานอำนาจให้ข้าราชการประจำ เกิดการประสานผลประโยชน์อย่างรอมชอมในวงกว้างแต่เป็นไปอย่างมีข้อจำกัดโดยอำนาจขององค์กรอิสระที่เกิดขึ้นมาใหม่หลายองค์กรตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคหยุดนิ่งทางการเมืองในลักษณะเดิม มีการพัฒนาอย่างช้า ๆ อย่างเป็นระบบ ประชาชนมีจิตสำนึกและตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้น สื่อมวลชนมีอิสระในการนำเสนอข่าวสารและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเลือกตั้งเป็นอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สภาพสังคมโดยรวมมีความผาสุกและมั่นคง

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวทางการบริหารประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอนุรักษ์นิยมลดน้อยลง กลุ่มทุนระดับชาติขนาดใหญ่ซึ่งแฝงตัวอยู่ในวงการเมืองอย่างเงียบ ๆ ก่อนหน้านั้นได้ก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว มีการประกาศใช้นโยบายประชานิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ได้อำนาจการบริหารประเทศในรูปแบบใหม่สำหรับประเทศไทย ด้วยการชนะการเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวอย่างถล่มทลายและก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของพัฒนาการทางการเมือง ประชาชนยินดีปรีดาและชื่นชมกับนโยบายที่สัมผัสและจับต้องได้ มีการแจกจ่ายผลประโยชน์ผ่านทางนโยบายของรัฐบาลกันอย่างถ้วนหน้าทั้งจากระดับบนสู่ระดับล่างของสังคม ทิศทางและรูปแบบการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนไป งบประมาณจากภาครัฐถูกใช้กระตุ้นและแจกจ่ายลงสู่หน่วยย่อย ก่อให้เกิดการจ้างงานและธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นทั่วประเทศ ข้าราชการประจำถูกลดบทบาทลงเนื่องด้วยกระแสสังคมและความนิยมในตัวผู้นำประเทศที่มาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้เฉลียวใจถึงผลกระทบอีกด้านหนึ่งของนโยบายประชานิยม อันเป็นทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งมีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานานนับหลายสิบปีในหมู่นักวิชาการ กล่าวคือ อำนาจแบบเผด็จการของผู้นำประเทศจะกลายเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของนโยบายประชานิยม และนั่นอาจจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมซึ่งยากต่อการแก้ไขได้ในท้ายที่สุด

เมื่อเริ่มเกิดพฤกติกรรมการผูกขาดและเผด็จการแบบประชานิยมของรัฐบาลโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ อันปราศจากคุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำประเทศที่ไม่ควรอาศัยอำนาจรัฐหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในขณะบริหารราชการแผ่นดิน แต่เนื่องจากสามารถถือครองอำนาจเบ็ดเสร็จผ่านทางรัฐสภาโดยมีฐานเสียงตอบรับและสนับสนุนจากนโยบายประชานิยม ประชาชนบางส่วนจึงเริ่มเกิดความรู้สึกหวาดระแวงและเกิดการรวมตัวกัน จนกระทั่งเมื่อได้รับการชี้นำและสนับสนุนจากกลุ่มทุนอื่นซึ่งสูญเสียผลประโยชน์โดยกลุ่มทุนซึ่งบริหารประเทศอยู่ในขณะนั้น ความขัดแย้งทางสังคมจึงได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เกิดการประท้วงอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ผู้นำทหารจึงฉวยโอกาสทำการยึดอำนาจอีกครั้งด้วยเสียงเรียกร้องของประชาชนผู้ประท้วง ก่อให้เกิดการสลายขั้วอำนาจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานคณะทหารได้ทำการถอนตัวจากการเมืองโดยปราศจากการสานต่ออำนาจหรือพยายามถือครองอำนาจเหมือนในอดีต และปล่อยให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีตามระบอบประชาธิปไตย

ผลกระทบของนโยบายประชานิยมยังคงอยู่ในความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชนบทซึ่งด้อยโอกาสทางการศึกษาและไม่มีความเข้าใจทางการเมืองดีพอ ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งและเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งหลังการปฏิวัติ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลางในสังคมเมืองซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประท้วงแต่เดิมและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติโดยรวม เกิดการแบ่งแยกทางสังคมระหว่างชนชั้นแอบแฝงในสังคมเชิงเศรษฐกิจ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ขยายผลนำไปสู่ทฤษฏีทางการเมืองเชิงปลุกปั่นและจัดตั้งมวลชนเข้าปะทะ แม้จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองโดยระบอบรัฐสภาแล้วก็ตาม

พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะอยู่เหนือการเมืองและเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยมาอย่างช้านาน ผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมไทยมานับร้อยนับพันปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรอย่างต่อเนื่องโดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาเป็นเวลานานเกือบช่วงอายุของคนรุ่นหนึ่ง การกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อผลทางการเมืองจึงเป็นการมิบังควรไม่ว่าในกรณีใด ๆ อีกทั้งประเทศอื่นที่เจริญแล้วทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สเปน ฯลฯ ก็ยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ความแตกต่างระหว่างชนชั้นในระบอบศักดินาไพร่ทาสนั้นได้สูญสลายไปสิ้นจากสังคมไทยมาเป็นเวลานานเกือบค่อนศตวรรษ ในปัจจุบันนั้นประชาชนชาวไทยมีความเสมอภาคกันโดยไม่แบ่งแยกตามชาติกำเนิดหรือยศถาบรรดาศักดิ์ ประชาชนทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน มีสิทธิและเสรีภาพตามกฏหมายอย่างเท่าเทียมกัน การยกคำกล่าวอ้างต่าง ๆ นานาในเชิงการกดขี่ระหว่างชนชั้นนั้นล้วนแต่เป็นเพียงการก่อกระแสเพื่อสนับสนุนกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยอ้อม โดยหมิ่นเหม่มุ่งหวังเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และสลายอำนาจของข้าราชการประจำอันเป็นกลไกของรัฐ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าปกครองประเทศอีกครั้งโดยปราศจากดุลย์อำนาจและการควบคุมใด ๆ จากนั้นจึงทำการสานต่อนโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนผู้ด้อยโอกาสในชนบทที่ให้การยอมรับอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และนำไปสู่การถือครองอำนาจปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จยาวนานในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนของผู้นำประเทศในท้ายที่สุด

นับเป็นเวลานานหลายสิบปีที่ประเทศไทยต้องพบกับความบอบช้ำโดยที่ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการป้องกันรักษาและเยียวยา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนชาวไทยควรที่จะพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ถืออธิปไตยในชาติ ลุกขึ้นยืนด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องหาผู้นำหรืออำนาจทหารเหมือนในอดีต เสียสละ คำนึงถึงส่วนรวม มีจิตสำนึกร่วมของความเป็นชาติ โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นที่ตั้ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวนในรูปผลประโยชน์ใด ๆ อันเป็นลักษณะของการละทิ้งจิตสำนึก ไม่ยกย่องเชิดชูผู้มีอำนาจวาสนา ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์หรือผู้ร่ำรวยเงินตราซึ่งปราศจากคุณงามความดี ไม่มอบอำนาจอธิปไตยให้แก่บุคคลเหล่านั้นโดยหวังได้รับสิ่งตอบแทนเป็นการเฉพาะตน ไม่เพิกเฉยต่อการเข้าครอบครองอำนาจรัฐของบุคคลในทางที่ผิด คอยหมั่นสอดส่องดูแลการใช้อำนาจรัฐของผู้บริหารประเทศ ปกป้องและดูแลสังคมโดยรวมไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี ไม่เรียกร้องหาผู้รับใช้ประชาชนแต่คิดและกระทำเสมือนหนึ่งว่าเราทุกคนคือผู้รับใช้ประชาชนด้วยตัวเราเอง ดำเนินชีวิตโดยมีสำนึกชาติอยู่ในหัวใจและปลูกฝังให้แก่บุตรหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง กระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งนี้ ไม่ว่าเรื่องเล็ก ๆ เช่น การกวาดขยะหน้าบ้านของตัวเอง ไปจนถึงการแสดงออกทางการเมืองตามสมควรด้วยความชอบธรรมเพื่อช่วยกันขจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นไปจากแผ่นดิน

เกี่ยวกับ เก้าตะวัน

เก้าตะวัน ผู้ชายไทย เกิดที่กรุงเทพ เรียนกับฝรั่ง อยู่เมืองจีน ยังไม่แก่แต่ไม่อ่อนวัยนัก ชอบถ่ายรูป ร้องเพลง ดำน้ำ ปีนเขา ท่องเที่ยว ทำอาหารและคิดถึงเมืองไทย
ข้อความนี้ถูกเขียนใน การเมือง คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s