จดหมายถึงรุจ

รุจเพื่อนรัก

เราได้มีโอกาสอ่านจดหมายของนายถึงดอนเรื่องร้านอาหารแถวทองหล่อ ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น เมื่อนึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ สมัยเรายังอยู่เมืองไทย นานแล้วที่เราไม่ได้ลิ้มรสอาหารและบรรยากาศแถวนั้น และที่เราอดรู้สึกตื่นเต้นเข้าไปอีกไม่ได้ก็คือ ย่านร้านอาหารหรู ๆ แถวทองหล่อก็มีหมูกะทะแกล้มไวน์ด้วยเหมือนกัน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305131057&grpid=01&catid&subcatid

จดหมายของนายเมื่อเราอ่านแล้วนั้นทำให้เรารู้สึกตื้นตันใจ เราชอบที่นายพูดถึงเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม เราอ่านเรื่องพวกนี้ทีไรก็มักจะทำให้เราหัวใจเต้นแรงทุกที

เราเคยนั่งคิดเล่น ๆ ถึงเรื่องพวกนี้เหมือนกันนะ เราคิดว่าสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งที่มีค่ามากที่สุดของคนเรา หากปราศจากสิ่งเหล่านี้เราก็คงมีชีวิตที่แย่มาก ๆ เราเห็นด้วยนะที่นายเขียนถึงดอน มันสะท้อนให้เห็นอะไรได้หลายอย่างจริง ๆ

รุจทำให้เราอดนึกถึงในบางแง่มุมของอีกเรื่องนี้อีกไม่ได้ เราคิดว่านะ แม่บทของการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่อันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิเสรีภาพ อิสระภาพและความเท่าเทียมกันนั้นมักได้รับอิทธิพลในเชิงนามธรรมจากบทความเรื่อง Civil Disobedience โดย Thoreau ซึ่งผู้นำทางการเมืองไม่ว่าจะค่ายไหน ลักษณะไหน มักจะอ้างถึงบทความดังกล่าวอยู่เสมอ อาทิเช่น คานธี มาร์ตินลูเธอคิง เคเนดี้ หรือแม้แต่ผู้นำเผด็จการทรราชย์ทั่วโลกอีกหลายคน และไม่เว้นแม้แต่นักเขียนอย่าง Leo Tolstoy

เราอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเพลิน ๆ แล้วเรารู้สึกชอบใจ เรารู้สึกเหมือนว่า เราพบสิ่งที่เราอยากจะทำที่สุดแล้ว นั่นคือ สิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมกันนั้นเป็นสิ่งที่ควรจะถูกตอกย้ำและเรียกร้องเพื่อให้ได้มาในสังคมของเรา ทั้งนี้ไม่ว่าจะแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

เราจะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันด้วยกายและใจของเราเอง

เรารู้สึกว่า หัวใจของเรานั้นพองโตและเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง คล้าย ๆ กับว่า เรากำลังเป็นพระเอกที่กำลังกอบกู้สังคมให้ได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียม ประชาชนจะลืมตาอ้าปากและมีสิทธิมีเสียงได้ดังใจเพราะสิ่งที่เราคิดจะทำเพื่อพวกเขาเหล่านั้น ถึงแม้เราจะเป็นเพียงแค่คนธรรมดา คนหนึ่งในสังคมแต่เราก็สามารถเรียกร้องเรื่องนี้ได้ และไม่แน่ว่าวันหนึ่งข้างหน้านั้นข้อเรียกร้องของเราอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในสังคมก็เป็นได้

แต่ครั้นเวลาผ่านไปสักพัก-รุจเพื่อนรัก เราก็อดคิดไปอีกไม่ได้ว่า

ข้อเรียกร้องเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันนั้นสามารถจุดชนวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหมู่ประชาชนได้ง่าย ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ที่ใดหรือการปกครองแบบใดก็ตาม เพราะสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันอันบริสุทธิ์นั้นไม่มีอยู่จริง ไม่ว่าใครก็ตามในสังคมย่อมจะรู้สึกได้ถึงการถูกริดรอนสิทธิเสรีภาพและขาดความเท่าเทียมกันอยู่เสมอ ไม่ลักษณะใดก็ลักษณะหนึ่ง ตราบใดที่มนุษย์ยังมีลักษณะของสัตว์สังคมซึ่งอยู่ภายใต้กฏกติกาและการถูกปกครองจากผู้ปกครอง

สิ่งที่คนทั่วไปรับรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพในการเคลื่อนไหวทางการเมืองจึงมักจะเป็นไปในรูปแบบเดียวกัน เช่น “เราต้องการเสรีภาพ”, “เราต้องการอิสระภาพ”, “เราต้องการความยุติธรรม”, “เราต้องการความเท่าเทียมกัน” ฯลฯ

การเรียกร้องหาสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันนั้นจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดปรกติและมักจะเกิดขึ้นเสมอในสังคม ทั้งนี้ไม่ว่าจากใครก็ตาม ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะยากจนหรือร่ำรวยล้นฟ้า ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดสูงต่ำเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย และไม่ว่าจะเป็น “อำมาตย์” หรือ “ไพร่”

รุจ – หรือว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงไม่ได้เลย ถ้าหากความไม่สมบูรณ์ของสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันนั้นเป็นลักษณะทางธรรมชาติของสังคมอย่างที่เราคิดไว้แบบนั้น หรือว่ามันเป็นเพียงแค่วาทกรรมที่ถูกหยิบยกนำมาใช้หลายครั้งหลายครา โดยผู้นำของการเรียกร้องเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง

ถ้าเป็นอย่างนั้นเราควรจะทำอย่างไรดี หากพูดไปก็เหมือนกับการเรียกร้องหาเมฆให้กลั่นตัวเป็นเม็ดฝนอยู่บนอากาศ  ครั้นฝนแล้งก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ครั้นฝนตกลงมาพอดี ๆ ก็ชุ่มชื่นฉ่ำใจ ครั้นฝนตกหนักน้ำก็ท่วมเรือกสวนไร่นาและถนนหนทาง หรือหนัก ๆ เข้าก็อาจถึงขั้นภัยพิบัติ บ้านเมืองล่มและจมอยู่ใต้บาดาล

และที่สำคัญก็คือ เราอยากเรียกร้องหาสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันในสังคมให้กับประชาชนด้วยใจบริสุทธิ์ แต่เราไม่อยากถูกหลอกหรือตกเป็นเครื่องมือของใคร หากบ้านเมืองสับสนวุ่นวาย ผู้คนลุกฮือขึ้นมาเพื่อเรียกร้องหาสิ่งนี้จนทำให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย บ้านเมืองพังพินาศ แต่ท้ายที่สุดนั้นกลับเป็นเพียงแค่เพื่อผลประโยชน์ของผู้นำหรือนักการเมืองที่อาศัยเรื่องนี้เป็นวาทกรรมหลอกล่อประชาชนอย่างแยบยล

รุจ – เราควรจะทำอย่างไรดี

วันหนึ่ง เรามาฉุกคิดถึงสิ่งที่ขาดหายไปและแทบไม่มีใครพูดถึงจาก Civil Disobedience ของ Thoureau เช่นกัน ซึ่งนั่นคือ

“If I devote myself to other pursuits and contemplations, I must first see, at least, that I do not pursue them sitting upon another man’s shoulders. I must get off him first, that he may pursue his contemplations too.”

“ถ้าฉันจะอุทิศตนให้กับข้อเรียกร้องอะไรก็ตาม อย่างน้อยฉันจะต้องเห็นก่อนว่า ฉันไม่ได้นั่งอยู่บนบ่าของใครในขณะที่ฉันเรียกร้อง ฉันต้องลงจากบ่าของเขาก่อนเพื่อที่เขาจะเรียกร้องได้เช่นเดียวกัน”

น่่าแปลกนะรุจ เราได้ยินคนพูดกันถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพและความเท่าเทียมกันอยู่บ่อย ๆ แต่ทำไมเราแทบไม่ได้ยินใครพูดถึงสิ่งที่ Thoureau พูดไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันแบบนั้นบ้างเลย

เราเริ่มถามตัวเองหลาย ๆ ข้อ เช่น

– ครั้งสุดท้ายที่เราจูงคนแก่ข้ามถนนหรือหยุดรถให้คนเดินข้ามทางม้าลายนั้นเมื่อไหร่
– กี่ครั้งที่เราพยายามโทรศัพท์หาเพื่อนฝูงหรือผู้หลักผู้ใหญ่เพื่อช่วยเหลือเราให้ไม่ต้องเสียค่าปรับเมื่อเราโดนตำรวจจราจรออกใบสั่ง
– กี่ครั้งที่เราขับรถปาดหน้ารถคนอื่น หรือเราจอดรถในที่ห้ามจอด เพราะเราคิดว่ารถของเรานั้นแพงกว่าของคนอื่น ผู้คนจึงเกรงใจและไม่มีใครกล้าทำอะไรเรา
– กี่ครั้งที่เราเคยกวาดถนนหน้าบ้านของเราเอง หรือช่วยรดน้ำต้นไม้สาธารณะที่อยู่มุมรั้วบ้านของเรา
– เรารู้สึกอย่างไรเมื่อต้องกรอกรายงานภาษีให้กรมสรรพากร เราอยากหลีกเลี่ยงหรืออยากเสียภาษีให้น้อยที่สุด หรือเราภูมิใจและยินดีที่เงินของเรานั้นมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศของเรา
– กี่ครั้งที่เราบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือสังคม ไม่นับคอนเสิร์ตการกุศลที่เราอยากไปดูเพราะเราชอบนักร้อง หรือเราถวายเงินเข้าวัดเพราะเราคิดว่านั่นจะทำให้เราร่ำรวยและกลายเป็นเศรษฐีในชาติต่อไป
– กี่ครั้งที่เราไม่ไปเลือกตั้งเพราะเรารู้สึกว่าไม่ได้อะไรหรือไม่สำคัญ กี่ครั้งที่เราเกรงใจคนที่เรารู้จักนับถือ หรือเพราะเขาเคยให้เงินหรือให้ความช่วยเหลือกับเราและทำให้เราเกรงใจ ดังนั้นเราต้องเลือกเขาเมื่อเขาลงสมัครรับเลือกตั้ง
– กี่ครั้งที่เราพยายามวิ่งเต้นเพื่อให้ได้งานและผลประโยชน์ของเรา กี่ครั้งที่เราพยายามเข้าหารับใช้และประจบประแจงผู้ที่ให้คุณให้โทษกับเราได้ ไม่ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่ก็ตาม

ฯลฯ

เรานึกถึงผู้นำที่ออกมาเรียกร้องสิทธิ เสรีภาพและความเท่าเทียมกันหลาย ๆ คนในอดีต

– มหาตะมะคานธี ผู้ซึี่งเสียสละทุกอย่างของตัวเอง
– มาร์ติน ลูเธอคิง ผู้ซึ่งเสียสละแม้แต่ชีวิต
– โจวเอินไหล ผู้ซึ่งมีอำนาจล้นฟ้าแต่ไม่มีแม้แต่เงินสักบาทในบัญชีธนาคารจนกระทั่งวันตาย

ฯลฯ

เมื่อเรามองดูตัวเราเองและผู้นำของเราที่ออกมาร่วมเรียกร้องเรื่องนี้ให้กับเราแล้วนั้น

รุจเพื่อนรัก – เราบอกตรง ๆ ว่าเราอาย

หลังจากนั้น เราจึงคิดว่า

จักรวาลกว้างใหญ่ ดวงดาวน้อยใหญ่ล้วนมีวิถีและลักษณะของมันเอง ร้อนบ้าง เย็นบ้าง ช้าบ้าง เร็วบ้าง เราไม่สามารถจัดระเบียบหรือทำให้ทุกอย่างเท่าเทียมกันได้ แต่เราสร้างความผาสุกในการอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลกัน โดยการที่เราทุกคนนั้นทำตัวให้สอดคล้องกับวิถีทางที่ควรจะเป็น ด้วยสำนึกและความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ถึงแม้เราจะมีวิถีและลักษณะที่แตกต่างกันไปสำหรับคนแต่ละคนก็ตาม

หากคนในสังคมทำได้อย่างนั้น หากคนหมู่มากล้วนแล้วแต่มีสำนึกและมีการกระทำที่ดีต่อส่วนรวม

เมื่อนั้น “สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาคและภาราดรภาพตามสมควร” ย่อมเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคงและแท้จริง

รุจเพื่อนรัก – วันนี้เราเริ่มแล้ว

เราเอง

โพสท์ใน การเมือง | 1 ความเห็น

เขาง้อไบ๊

ผมไปเดินขึ้นเขา Emei Shan (เขาง้อไบ๊) ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน โดยขับรถไปเองจากเมืองเฉิงตู แวะทานข้าวและเที่ยวที่ Le Shan ก่อนเดินทางต่อไปยัง Emei Shan รวมระยะทางไปกลับทั้งหมดประมาณ 300 กิโลเมตร 

ผมได้รับคำเตือนจากเพื่อนชาวจีนว่า ในช่วงฤดูหนาวสภาพภูมิอากาศที่ Emei Shan จะหนาวเย็นและมีความชื้นสูงมาก ผมจึงเตรียมอุปกรณ์ hi-tech ต่าง ๆ ตั้งแต่ GPS, Handheld Weather Station,  ฯลฯ ไปจนถึง walking stick หรือแม้แต่เชือกและ first aid ต่าง ๆ พร้อมเครื่องแต่งตัวแบบปีนภูเขาหิมะสำหรับมืออาชีพสไตล์ฝรั่งครบชุดเพื่อความมั่นใจ

คนจีนหัวเราะ บอกว่า ทุกอย่างที่นั่นใช้เงินซื้อได้ แม้แต่เกี๊ยวหามถ้าขี้เกียจเดิน หากเกิดอุบัติเหตุก็จ้างคนช่วยได้ ถ้าไม่จ้างก็รอทางรัฐบาลมาช่วย ซึ่งมาแน่แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่

เดินทางมาได้ประมาณชั่วโมงครึ่งก็ถึง Le Shan ซึ่งเป็นเมืองขนาดไม่ใหญ่นัก มีอุตสาหกรรมที่สำคัญคือแว่นตาและเลนส์ อาหารขึ้นชื่อของที่นี่คือเนื้อวัว

แวะทานข้าวกลางวันในร้านอาหารข้างถนนก่อนเข้าเที่ยวชมองค์พระใหญ่ ทั้งร้านไม่มีลูกค้ารายอื่นเลยนอกจากคณะของผม 4 คน อาหารอร่อยแบบง่าย ๆ สไตล์พื้นเมืองเสฉวน แต่วิธีเรียกลูกค้าเข้าร้านของร้านอาหารแถวนี้ดูน่ากลัว คือ เขาจะออกมายืนเกือบ ๆ ขวางถนนเพื่อเชิญ (บังคับ) ให้เราจอดรถหน้าร้าน หลังจากขับรถหลบไปหลบมาได้สักพักก็ถอดใจจึงยอมจอดและเข้าไปใช้บริการ

ผมซื้อตั๋วเข้าไปเยี่ยมชมองค์พระใหญ่แบบเต็มราคาและเต็มใจ แต่เพื่อน ๆ คนจีนที่ไปด้วยกันกลับยื่นบัตรประจำตัวนักศึกษามหาวิทยาลัยที่เคาเตอร์ขายตั๋วเพื่อให้ได้ลดราคา ทั้ง ๆ ที่ทุกคนไม่ได้เป็นนักศึกษาแต่เป็นอาจารย์ ทั้งนี้ด้วยความหน้าเด็กจึงออกบัตรประจำตัวนักศึกษาให้กับตัวเองอย่างหน้าตาเฉยเพื่อเอาไว้ใช้เที่ยวอย่างเดียว

ที่แผงกั้นตรงทางเข้า เจ้าหน้าที่ตรวจตั๋วมองหน้ามองบัตรแล้วถามอีกหลายครั้ง ท้ายที่สุดก็ปล่อยให้เราเข้าไป


พระพุทธรูปองค์นี้ใช้เวลาสร้าง 90 ปีในสมัยราชวงศ์ถัง หลังจากกลุ่มตาลีบันทำลายพระพุทธรูปองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถานเมื่อหลายปีก่อน ปัจจุบันองค์พระใหญ่ Le Shan ซึ่งมีความสูง 71 เมตร จึงได้ชื่อว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก สร้างอยู่บนหน้าผาริมแม่น้ำและขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก


คนจีนเรียกพระองค์นี้ว่า”เมไตรย์”


แม่น้ำเมื่อมองลงมาจากหน้าผา


ฐานปืนใหญ่ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิงเพื่อป้องก้นการรุกรานของพวกมองโกล มองจากหน้าผาลงไปดูแล้วเหนื่อยแทนทั้งพวกมองโกลและชาวเมือง

บริเวณรอบ ๆ ทางเดินใน Le Shan จะพบสุสานเก่าแก่อายุนับร้อยปี สุสานเหล่านี้สร้างขึ้นด้วยการเจาะภูเขาหินเข้าไป บรรจุโลงศพหินและรูปสลักหินต่าง ๆ มีนับร้อย ๆ แห่งกระจายอยู่ทั่วหุบเขา บางแห่งก็ปรากฏเรื่องราวอยู่ในตำนานพื้นบ้านของจีน

นอกจากนี้ก็ยังมีรูปสลักนูปต่ำตามหน้าผา ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูปซึ่งมักจะโดนกระเทาะพระเศียรออกไปโดยมิจฉาชีพ ไม่ต่างอะไรจากที่เห็นในเมืองไทย

มีวิหารกระจายอยู่หลายแห่งในหุบเขา Le Shan ส่วนใหญ่เพื่อบูชาพระพุทธศากยมุนีโคดม (พระพุทธเจ้า) และพระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) ที่น่าสนใจก็มีวิหารพระอรหันต์ 500 รูป ร่วมกันสร้างโดยพระในวัดเมื่อนานมาแล้ว

มีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนเห็นเครื่อง GPS ห้อยคอผมอยู่ก็ขอเข้ามาดู พอเห็นว่าเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษก็ถามผมว่าซื้อมาจากที่ไหน ผมก็ตอบว่าซื้อมาจากอเมริกาแต่ made in China พวกเขาถามผมต่อว่าผมมาจากไหน ผมก็ตอบว่า Thailand พวกเขาก็ทำหน้างง ๆ บอกว่าไม่รู้จัก ผมก็เลยตอบเป็นภาษาจีนว่า ไท้กั๋ว พวกเขาก็หัวเราะยิ้มร่า ถามผมว่าตอนนี้นายกฯ ไทยเป็นยังไงบ้าง ทักษิณอยู่ไหน กะเทยไทยสวยกว่าผู้หญิงจริงหรือปล่า ทำไมคนไทยดุจัง ทะเลาะกันรุนแรง ชอบสีเหลืองหรือสีแดง ฯลฯ เป็นชุด ผมก็ตอบว่าผมไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกเพราะเอาแต่เร่ร่อนอยู่นอกประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่เมืองไทยก็น่าเที่ยว ว่าง ๆ ก็ให้ไปกันบ้าง เขาบอกว่าเขาเคยอยากไปมากโดยเฉพาะกรุงเทพกับภูเก็ตแต่ตอนนี้ไม่กล้าไปแล้วเพราะกลัว

หลังจากที่เดินอยู่ทั่วหุบเขา Le Shan ได้สัก 5 ชั่วโมง ก็ออกเดินทางต่อไปยังเชิงเขา Emei Shan โดยใช้เวลา 30 นาที เข้าพักที่โรงแรมของมหาวิทยาลัยคมนาคมแห่งเสฉวน คราวนี้ทุกคนแสดงบัตรอาจารย์ไม่ใช่บัตรนักศึกษาจึงได้พักฟรี รวมทั้งชายไทยอย่างผมซึ่งพวกเขาอ้างว่าเป็นแขกผู้มีเกียรติของมหาวิทยาลัย ผมจึงได้รับอานิสงฆ์พักฟรีไปกับเขาด้วย โรงแรมเป็นระดับ 3 ดาว มีทุกอย่างที่จำเป็นพร้อม ทั้งเครื่องปรับอากาศ น้ำอุ่น ทีวีและผ้าห่มไฟฟ้า

อุณหภูมิที่เชิงเขา 3 องศาเซลเซียสและฝนตกตลอดเวลา

รุ่งขึ้นรีบขับรถขึ้นเขา Emei Shan ตั้งแต่เช้าตรู่ ไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 1,200 เมตร เพื่อนคนจีนบอกว่าต้องรีบไปไม่อย่างนั้นที่จอดรถอาจจะเต็มได้ ถนนเป็นน้ำแข็งตลอดทาง พอถึงที่จอดรถก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ก่อนแล้วต่อรถบัสที่ทางการจัดไว้ให้ เพราะช่วงหน้าหนาวนี้อันตราย รัฐบาลไม่อนุญาตให้ขับรถกันขึ้นไปเองมากกว่านี้

รถบัสก็ค่อย ๆ ไต่ขึ้นไป สักพักก็จอดแล้วเอาโซ่ไปคล้องล้อยางเพื่อกันลื่น นักท่องเที่ยวในรถบัสมีแต่คนจีน ไม่มีชาวต่างชาติสักคนยกเว้นตัวผมเอง ผมหันไปเห็นผู้หญิงข้าง ๆ แต่งตัวแบบแฟชั่นด้วยรองเท้าส้นสูง นึกแล้วงง ๆ ว่าระหว่างเรากับเขาใครแต่งตัวไม่เหมาะกับภารกิจกันแน่ ถึงความสูงประมาณ 1,500 เมตรฝนก็กลายเป็นหิมะ พอถึงความสูงประมาณ 2,300 เมตรรถบัสก็จอดเพื่อให้เดินต่อกันไปเองอีก 1.5 กิโลเมตรจนถึงสถานีรถกระเช้า หากเดินต่อก็ใช้เวลาอีก 4 ชั่วโมง ถ้ากระเช้าก็ 5 นาที


เห็นป้ายบอกทางตามทางเดินขึ้นเขาแล้วดีใจเพราะมีภาษาไทยด้วย แต่ตลอดทางก็ไม่เจอคนไทยเลยสักคน


อุณหภูมิ -20 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 100% เปิดขวดจะดื่มน้ำ ยังไม่ทันได้ดื่ม น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็งไปทันที จมูกก็มีน้ำมูกไหลตลอดเวลา


ต้นไม้ต้นนี้อยู่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และมีต้นไม้อีกหลายร้อยต้นที่มีอายุถึงสมัยสุโขทัย


สถานีตำรวจที่ระดับความสูง 3,000 เมตร

พอเดินขึ้นมาถึงยอด Golden Submit ที่ความสูง 4,600 เมตรก็ตะลึงในความใหญ่โตของ “ปูเซียง” หรือพระสมัตภัทร ซึ่งเหมือนล่องลอยอยู่ในเมฆหมอกและหิมะ ผมไม่เห็นรัศมีรอบองค์พระหรือทะเลเมฆอย่างที่เขาบอกกันเพราะตอนนี้มีแต่หิมะและน้ำแข็ง แถมผมยังลื่นล้มอีกต่างหาก จึงต้องซื้อที่รองพื้นรองเท้าซึ่งทำจากหญ้าสานราคา 10 หยวน สวมคลุมกับรองเท้า Professional outdoor สำหรับภูเขาหิมะราคา 3,000 หยวน อันเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีเมื่อ 2,000 ปีก่อนกับปัจจุบันอย่างน่าขบขันในสายตาคนจีนท้องถิ่น

เพื่อนชาวจีนบอกว่าพระองค์นีสร้างขั้นมาใหม่ไม่นาน ส่วนของเดิมนั้นถูกทำลายลงในสมัยปฏิวัติวัฒนธรรม


วิหารบนยอด Golden Submit

ผมบอกเพื่อนชาวจีนว่า ดีนะที่มนุษย์มีเสื้อผ้าใส่เพราะถ้าไม่อย่างนั้นด้วยสภาพอากาศอย่างนี้ก็คงจะทำให้เราตายได้ในเวลาไม่กี่นาที พูดขาดคำก็มีสาวจีนคนนึงซึ่งเดินอยู่ตรงหน้าพวกเรา อยู่ดี ๆ ก็ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้นจนเหลือแค่ชุดบาง ๆ ท่ามกลางอุณหภูมิติดลบยี่สิบองศา แล้วคนที่มาด้วยหลาย ๆ คนก็หยิบเอากล้องถ่ายรูปขึ้นมาถ่ายกันใหญ่

สอบถามดูก็ได้ความว่าเธอเป็นว่าที่เจ้าสาวกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานเร็ว ๆ นี้และจ้าง studio มาถ่ายรูปบนยอดเขาแบบเซ็กส์ซี่ร่วมสมัยท่ามกลางหิมะด้วยค่าจ้าง 10,000 หยวน

ส่วนว่าที่เจ้าบ่าว ถามแล้วบอกว่าไม่ได้มาด้วย ไม่ได้ถามต่อว่าทำไม

ขากลับเดินลงอีก 3 ชั่วโมงท่ามกลางหิมะและน้ำแข็ง แวะพักทานก๋วยเตี๋ยวกับเต้าหู้ในเพิงอาหารข้างทาง แม่ค้าบ่นว่าขายไม่ค่อยดีเพราะนักท่องเที่ยวไม่นิยมเดินกันเหมือนเมื่อก่อน ส่วนใหญ่จะนั่งกระเช้า

เดินต่อกันไปอีกเรื่อย ๆ จนถึงท่ารถบัสเพื่อนั่งรถลงเขากลับไปยังลานจอดรถ

เพื่อนชาวจีนบ่นกันว่าไม่เห็นเจอลิงสักตัวระหว่างเดินขึ้นลงเขา เพราะ Emei Shan ขึ้นชื่อเรื่องลิงป่าชุกชุม ผมก็บอกว่า ถ้าผมเป็นลิงก็จะบอกให้มนุษย์แก้ผ้าให้หมด ให้เท่าเทียมกัน แล้วผมก็จะออกมาเล่นด้วยหรืออาจจะแลกอาหารกันท่ามกลางสภาพอากาศอย่างนี้

เราก็เลยตกลงกันว่าจะหาที่พักตรงหน้าทางเข้าศูนย์อนุรักษ์ลิงที่ความสูงประมาณ 1,300 เมตร เพื่อรุ่งเช้าจะได้เดินเข้าไปดูลิง ที่นั่นต้องได้เจอลิงแน่ ๆ

เพื่อน ๆ ชาวจีนพยายามจะโชว์ลิงให้ผมเห็นให้ได้ ถามผมว่าลิงไทยหน้าตาเป็นยังไง ผมก็บอกว่าอธิบายยากต้องขอเห็นลิงจีนก่อน

ที่พักเป็นโรงแรมดัดแปลงจากบ้านที่พักอาศัย สร้างและบริหารโดยชาวบ้านบริเวณนั้น มีทุกอย่างในห้องครบ ราคาคืนละ 140 หยวน ต่อรองแล้วเหลือ 100 หยวน

หลับสบายด้วยความเหนื่อย

รุ่งเช้าเดินเข้าไปในศูนย์อนุรักษ์ มีกระเช้าให้ขึ้นแต่ก็ไม่ขึ้นอีก เดินย้อนขึ้นเขาไปอีก 3 ชั่วโมงเพื่อตามหาลิง โชคดีที่ไม่มีหิมะ มีแต่ฝนที่ใกล้ ๆ จะเป็นน้ำแข็ง

ระหว่างทางผมลื่นล้มเข้าไปในดินเละ ๆ อีกแล้ว เปื้อนไปทั้งตัว ชาวบ้านตามทางเห็นแล้วคงสงสารก็เลยเข้ามาเดินเป็นเพื่อน ชวนไปดื่มน้ำชาที่บ้าน ไป ๆ มา ๆ ผมก็เลยซื้อชาชั้นดีที่ปลูกในภูเขาโดยชาวบ้านมาด้วย มีขบวนล่อแบกหินขึ้นภูเขา โดนแส้เฆี่ยนตีตลอดเวลาที่หยุดพักหายใจอย่างหอบเหนื่อย มีคนพื้นเมืองแบกของขึ้นหลังจนสูงท่วมหัว ขึ้นเขาสูงท่ามกลางสายฝนเย็นยะเยือก ผมมองดูอย่างตะลึง เพื่อนชาวจีนบอกให้ผมถ่ายรูป ผมไม่ถ่ายเพราะไม่ชอบ human zoo ถ้าซูมจากระยะไกลหรือขออนุญาตเขาก่อนก็จะถ่าย แต่พอเห็นเขาทำท่าหอบเหนื่อยอย่างกับจะขาดใจตายก็ไม่กล้าขอ กล้องใหญ่ก็ไม่ได้เอามาด้วยเพราะแบกขึ้นเขาสูงอย่างนี้คงไม่ดี มันหนัก

เพื่อนคนจีนบอกว่านีเป็นวิถีชีวิตของชาวบ้านแถบนี้ ชาวบ้านบอกว่าเด็ก ๆ ต้องเดินขึ้นเขาลงเขาท่ามกลางหิมะ น้ำแข็งหรือฝนไปโรงเรียนทุกวัน รัฐบาลไม่อยากให้ชาวบ้านทำการเกษตรกันอีกยกเว้นการปลูกชา เพราะต้องการรักษาผืนป่าไว้ บางทีก็เอาเงินมาแจกให้ใช้กันเฉย ๆ ก็มี ชาวบ้านก็ชอบ


ตามหาลิง


ระหว่างทาง ป้ายบอกว่ายาอายุวัฒนะเคยถูกค้นพบที่นี่โดนนักบวชลัทธิเต๋าแล้วก็มีสิงห์โตมาขโมยคาบไป จิ๋นซีฮ่องเต้ไม่เชื่อแต่ชาวบ้านแถวนี้เชื่อ


วิหารพระปูเซียง ชาวบ้านบอกว่าองค์นี้เป็นองค์แรกสร้างมาตั้งแต่สมัยโบราณ


วิหารพระศรีศากยมุนีโคดม แต่ป้ายบอกว่า “ถ้ำมังกรขาว” เพราะเชื่อกันว่าเคยมีมังกรขาวอาศัยอยู่แถว ๆ นี้

ชาวบ้านมีความเข้าใจในพระพุทธศาสนาต่างจากบ้านเรา คือเป็นแบบมหายาน บอกว่าพระทุกองค์มีหน้าที่ช่วยคน แต่ละองค์ก็ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เช่น พระปูเซียง (สมัตภัทร) มีหน้าที่ช่วยเหลือด้านหน้าที่การงาน โดยเฉพาะพวกข้าราชการจะกราบไหว้บูชากันมาก พระอวโลกิเตศวร (เจ้าแม่กวนอิม) จะช่วยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วย พระมัญชุศรีจะช่วยเรื่องการศึกษา ช่วยให้ร่ำเรียนประสบความสำเร็จ ส่วนพระศรีศากยมุนีโคดม (พระพุทธเจ้า) ไม่มีหน้าที่เฉพาะ รู้แต่ว่าเป็นพระที่มีบารมีมากที่สุดอยู่เหนือพระทุกองค์ แต่ก็อยู่ไกลตัวอธิษฐานแล้วไปไม่ค่อยถึง ซึ่งชาวบ้านก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลอะไร คนจีนจึงไหว้เฉย ๆ ไม่ค่อยได้ขอพรกัน


พบแล้ว “ลิงกัง”

คนขายของข้างทางเสนอให้ผมซื้อลำไม้ไผ่อันละ 2 หยวน บอกว่า walking stick แบบฝรั่งที่ผมถืออยู่นั้นใช้ไม่ได้ผลกับลิงที่นี่ ผมไม่เชื่อแต่ก็ช่วยซื้อไว้แล้วให้เพื่อนถือแทน

ปรากฏว่าลิงที่นี่ไม่มีมารยาท ความเกรงใจหรือความเกรงกลัวแต่อย่างใด เรียกว่าถ้าเผลอเป็นโดนปล้น ยกเว้นลำไม้ไผ่สีเขียวเท่านั้นที่ลิงกลัว คงเป็นเพราะว่าเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมลิงได้ใช้ลำไม้ไผ่นั้นในการฝึกลิงมาโดยตลอด

อาหารสำหรับลิงต้องเป็นอาหารจัดทำพิเศษ มีจำหน่ายฉพาะในศูนย์อนุรักษ์ลิงนี้เท่านั้น ทำเป็นซองกระดาษ ยื่นไปให้ลิง ๆ ก็รับไปฉีกซองออกเพื่อทานอาหารข้างใน เจ้าหน้าที่เหล่านี้บอกว่าพวกเขาไม่มีเงินเดือนแต่มีรายได้จากการจำหน่ายอาหารลิงเท่านั้น ลิงพวกนี้ฉลาด พวกมันจะไม่ยอมให้ถ่ายรูปถ้าเราไม่ยื่นอาหารให้มันก่อน

มีป้ายเขียนเตือนนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับลิง เช่น อย่าร้องเสียงดัง อย่าทำท่าตกใจ อย่าวิ่งหนี อย่าสัมผัสตัวลิง อย่าแหย่ลิง ฯลฯ ผมยกมือทำท่าบ๊ายบายกับลิง ปรากฏว่าลิงแยกเขี้ยวแล้วทำท่าจะกระโดดใส่ผมแทน ไม่เห็นเขาบอกไว้ว่าห้ามบ๊ายบาย


ทางเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขา


สถานีตำรวจข้างทาง มีป้ายเขียนไว้อีกว่า “Digital communication center” ไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร


โรงแรมชาวบ้าน ที่พักราคาถูกตามรายทาง


กลับลงมาถึงเชิงเขา หน้าวัดเป๋ากั๋ว


วัดเป๋ากั๋ว

พิพิทธภัณฑ์ง้อไบ้ จัดแสดงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับ Emei Shan ไว้มากมาย ทั้งในด้านธรณีวิทยา มนุษยวิทยา สัตววิทยา พฤกษศาสตร์ ฯลฯ รวมไปถึงกังฟูสายง้อไบ๊ ที่เป็นต้นกำเนิดของกีฬาวูซูก็มีจัดแสดงไว้ที่นี่

กลับถึงเฉิงตูตอนสองทุ่ม อากาศอุ่นขึ้นอยู่ที่ 4 องศาเซลเซียส ทาน Hot Pot สไตล์เสฉวนแล้วเข้านอน


โพสท์ใน เรื่องเล่า | ใส่ความเห็น

หันหน้าสู้

โชคไม่ได้เข้าข้างเราเสมอไป
บางครั้งเมื่อเราอยู่ผิดที่ผิดทาง
เราอาจมองเห็นแต่ความยากลำบาก

เราท้อ เราเหนื่อย เราถอนใจ

เมื่อทางเลือกอื่นนั้นไม่มี
หรือแค่เรายอมแพ้ก็จบ
ถ้าเราหันหน้าเข้าสู้
ด้วยความอดทน มุ่งมั่น

นั่นคืออีกทางที่เราเลือกได้

ขอเพียงเราเริ่มต้น ด้วยใจที่เข้มแข็ง
สักวันอุปสรรคย่อมพังทลาย
ความสำเร็จหรือล้มเหลว
ล้วนอยู่ที่ใจของเราเอง


“Facing the wall” Nikon FM3A, Carl Zeiss Distagon 2/35, ILFORD Delta 400

โพสท์ใน รำพันกับภาพถ่าย | 3 ความเห็น

เริงใจ

หลายคนร้องหาอิสระ
ล่องลอยทวนลมดั่งใจนึก
เริงร่าเบิกบานสำราญใจ

หากชีวิตไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเรา
เฝ้าคิดเฝ้าฝันเฝ้านำพาแต่ใจตน

รนแต่เดือดเนื้อร้อนใจ

Trap

“Trap” Sony DSLR-A900, Carl Zeiss Planar T* 85mm F1.4 ZA, f/1.4, 1/125 sec, handheld, natural light

โพสท์ใน รำพันกับภาพถ่าย | ใส่ความเห็น

60 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน

หลังจากผ่านเหตุการณ์สำคัญหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นประชาธิปไตยโดยดร. ซุนยัดเซ็น เปลี่ยนกลับไปเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ โดยหยวนซื่อไข่ กลับไปเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งโดยเจียงไคเช็ค เข้าสู่สงครามจีน-ญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อด้วยสงครามกลางเมืองระหว่างจีนคอมมิวนิสต์และจีนคณะชาติ ท้ายที่สุดประเทศจีนก็เข้าสู่ความสงบและสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นโดยเหมาเจ๋อตุงเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 1949

ในวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2009 จึงนับเป็นวันครบรอบ 60 ปีของสาธารณประชาชนจีน และถือเป็นวันที่สำคัญที่สุดวันหนึ่งของประเทศจีน ผู้คนตื่นเต้นและยินดีปรีดากับช่วงเวลาสำคัญนี้ กฏระเบียบต่าง ๆ ทั้่งเชิงบังคับและขอความร่วมมือถูกทยอยประกาศออกมา ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการตามสไตล์พรรคคอมมิวนิสต์จีน

เครื่องบินถูกสั่งห้ามบินผ่านจตุรัสเทียนอันเหมิน ห้ามเล่นว่าว ห้ามปล่อยนกออกบินสำหรับผู้เลี้ยงนก ห้ามจัดนำเที่ยวหรือจัดกิจกรรมเป็นหมู่คณะด้วยการเดินทางโดยรถบัสและเรือ ห้ามฝนตกและมีเมฆบนท้องฟ้าโดยการยิงจรวดปรับสภาพอากาศนับพันลูกขึ้นสู่อากาศ ห้ามคนจีนที่ไม่ได้พักอาศัยในปักกิ่งเดินทางเข้ามาในปักกิ่ง ชาวต่างชาติทั้งหมดห้ามออกนอกบ้านโดยไม่จำเป็น ห้ามประชาชนเข้าเขตจตุรัสเทียนอันเหมินโดยเด็ดขาด ห้ามแม้กระทั่งขายมีดทำครัวในตลาดสด ซุปเปอร์มาเกตและห้างสรรพสินค้า

ทหารในเครื่องแบบพร้อมอาวุธเดินหน้ากระดานเรียงแถวตามถนนหนทางตลอดเวลาทั้งวันทั้่งคืน ไม่เว้นแม้แต่ตามตรอกซอยซอยที่มีทหารยืนตรงถืออาวุธรักษาการณ์อยู่ทุกระยะ 50 เมตร อาสาสมัครรักษาความปลอดภัยสวมปลอกแขนแดงยืนกันเต็มเมือง อันประกอบไปด้วยทั้่งวัยรุ่นหญิงชาย ไปจนถึงคุณลุงคุณป้าที่ผลัดกันทำหน้าที่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ฯลฯ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เฉพาะแค่วันที่ 1 ตุลาคมวันเดียว แต่ปฏิบัติทั้งก่อนหน้าและหลังจากวันเฉลิมฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วันอย่างเข้มงวด รัฐบาลประกาศขออภัยในความไม่สะดวกและขอความร่วมมือเป็นระยะ ๆ ซึี่งได้รับการยอมรับและปฏิบัติตามโดยดีในหมู่ประชาชน

เสียงค่อนขอดจากสหรัฐอเมริกาถึงความไม่โปร่งใสและไม่เปิดเผยในรายงานการพัฒนาทางการทหารของจีน ได้รับการสนองตอบด้วยการแสดงแสนยานุภาพพร้อมคำอธิบายอย่างละเอียดถึงอาวุธต่าง ๆ ตั้งแต่รถขนสเบียง รถถัง ไปจนถึงขีปนาวุธนิวเคลียร์ข้ามทวีปและอาวุธสมัยใหม่ทั้ง 52 ชนิดซึ่งพัฒนาและผลิตโดยกองทัพจีนในขบวนพาเหรดที่จตุรัสเทียนอันเหมิน มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุทุกแห่งทั้งภาคภาษาจีนและภาษาอังกฤษ เครื่องบินรบทันสมัยล่าสุดทำการบินแปรขบวนเหนือจตุรัสเทียนอันเหมินและถนนฉางอัน นอกเหนือไปจากบทสัมภาษณ์นายทหารระดับสูงถึงนโยบายทางด้านการทหารของจีนอย่างตรงไปตรงมา โดยเน้นย้ำถึงจุดยืนเพื่อรักษาเอกราชและไม่มีนโยบายขยายแสนยานุภาพทางทหารในเชิงคุกคามนานาประเทศ ยกเว้นเพื่อสันติภาพหรือภารกิจเพื่อส่วนรวม ยกตัวอย่างเช่น การให้ความร่วมมือกับสหประชาชาติในการแก้ปัญหาโจรสลัดทางทะเล ซึ่งนับเป็นการออกทะเลอย่างเป็นทางการครั้งแรกของกองทัพเรือจีนนับตั้งแต่คริสตศตวรรษที่ 15 เป็นต้นมา

อย่างไรก็ตาม เสียงเล่าลือถึงการเฉลิมฉลองวันชาติจีนในอีก 10 ปีข้างหน้าที่สาธารณชนอาจจะได้ชมเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ซึ่งผลิตโดยจีน รวมไปถึงคำกล่าวโบราณในวัฒนธรรมจีนที่ว่า เริ่มสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในตัวเองก่อน จากนั้นจึงนำไปสู่ครอบครัว ประเทศและรวมไปถึงสันติภาพของโลกในท้ายที่สุด หรือเมื่อยามจนก็จงเจียมตัว แต่เมื่อยามมั่งมีก็จงช่วยรักษาโลก คำกล่าวเหล่านี้อาจจะถูกตีความไปในความหมายอีกทาง โดยคนจีนวัยรุ่นซึ่งจะเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้าและมีแนวโน้มชาตินิยมรุนแรง เนื่องจากการถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจจากพ่อแม่ตั้งแต่เล็กในนโยบายจำกัดจำนวนบุตร และนั่นอาจนำไปสู่ความประหวั่นพรั่นพรึงของประชาคมโลกในอิทธิพลของพญามังกรได้ในอนาคต

ประธานาธิบดีจีนกล่าวสุนทรพจน์เปิดงานฉลองวันชาติ โดยเสนอข้อสรุปที่ว่าระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมและทฤษฏีมาร์กซิสได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถทำให้ประเทศจีนยืนหยัดมาได้ถึง 60 ปี แต่นั่นเป็นการออกอากาศทางทีวีของรัฐบาลจีนซึ่งเมื่อ 5 นาทีก่อนหน้านั้นได้นำเสนอรายงานเกี่ยวกับแฟชั่นสมัยใหม่ของนักออกแบบชาวจีน โดยแฟชั่นดังกล่าวได้รับการยอมรับทั้งในปารีส มิลานและนิวยอร์ก เป็นไปตามกระแสทุนนิยมระดับโลกเต็มขั้นและไม่น่าไปกันได้กับสุทรพจน์ของประธานาธิบดีจีนในอีก 5 นาทีต่อมา คนจีนในปัจจุบันนั้นมักจะกล่าวกันอย่างตลกขบขับเมื่อรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์กล่าวถึงทฤษฏีมาร์ก ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วนั้นสังคมจีนในปัจจุบันแทบจะไม่มีร่องรอยหลงเหลือให้เห็นอีกเลยในแง่คอมมิวนิสต์

แมคแคนซี่เสนอบทวิเคราะห์ว่าจีนจะกลายเป็นประเทศที่แข้มแข็งที่สุดในโลกภายในอีก 40 ปีข้างหน้า และ 80 เปอร์เซ็นต์ของประชาชนจีนจะมีมาตราฐานการดำเนินชีวิตแบบสังคมเมืองที่สมบูรณ์แบบ ในขณะที่กลุ่มชนชั้นกลางของจีนบางส่วนกลับมีความคิดที่ว่า รัฐบาลจีนสร้างภาพจนเกินความจริงจากสถานะของประเทศซึ่งกำลังพัฒนาและไม่มีการกระจายความเจริญอย่างทั่วถึงนัก รวมไปถึงการที่ยังไม่มีเทคโนโลยีอุตสาหกรรมระดับสูงของตัวเองอย่างครอบคลุม ตลอดจนสินค้าที่ผลิตในประเทศจีนทั้งหลายนั้นยังเป็นแค่การรับจ้างผลิตให้บริษัทต่างชาติ กับแบรนด์ของจีนเองที่รู้จักกันเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น

ภาพยนต์เรื่อง The Founding of a Republic ซึ่งจัดสร้างโดย China Film Group ยักษ์ใหญ่ด้านอุตสาหกรรมภาพยนต์ของจีน และเริ่มนำออกฉายในวันที่ 17 กันยายนก่อนหน้าวันฉลองวันชาติ ได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามโดยมีผู้เข้าชมมากถึง 300 ล้านคนภายในเวลาสัปดาห์เดียว เนื้อหาของภาพยนต์กล่าวถึงสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนและพรรคก๊กมินตั๋ง สรุปให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างความเสียสละและทำเพื่อส่วนรวมโดยไม่เห็นแก่ความยากลำบากของเหมาเจ๋อตุง กับความทะเยอทะยานส่วนตัวของเจียงไคเช็คผู้นำพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งนำไปสู่ความสูญเสียของประเทศจีนจากสงครามกลางเมืองเมื่อหกสิบกว่าปีก่อน และทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเจียงไคเช็คแต่เพียงผู้เดียว พรรคก๊กมินตั๋งไม่ค่อยอยากจะเกี่ยวข้องและเต็มใจที่จะรบกับพรรคคอมมิวนิสต์ในสงครามกลางเมืองนัก

ต่างจากภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามกลางเมืองที่นำออกฉายก่อนหน้านั้นมาในตลอดระยะเวลาหลายปี ภาพของทหารก๊กมินตั๋งที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ไม่มีความจริงใจ ไร้ระเบียบวินัยและสกปรก มีปรากฏให้เห็นแทบทุกเรื่อง แต่หลังจากปี 2009 ที่จีนกับไต้หวันเปิดสายการบินตรงระหว่างกัน ส่งเสริมการท่องเที่ยวและการลงทุนระหว่างกัน ภาพลักษณ์ของทหารก๊กมินตั๋งดีขึ้น ถูกนำเสนอในลักษณะของวีรบุรษที่ร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อขับไล่ญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง สารคดีเกี่ยวกับทหารก๊กมินตั๋งที่เสียสละชีวิตร่วมกับทหารอเมริกันในการสู้รบกับญี่ปุ่นแถบมณฑลยูนนาน ได้รับการเผยแพร่ในเชิงยกย่องเป็นวีรบุรษของชาติที่ถูกละเลยมาเป็นเวลานาน มีการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์แสดงรายละเอียดที่เมืองเถิงโช้งในเขตสู้รบเดิม ล่าสุดไต้หวันได้รับเชิญและตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ในนาม “Chinese Taipei” พร้อมด้วยธงและเพลงประจำของตน ไม่ต่างจากฮ่องกงและมาเก๊า

ประธานาธิบดีหูจินเทาของจีนส่งสารแสดงความยินดีกับผู้นำคนใหม่ของไต้หวัน โดยกล่าวว่า ถึงประเทศจีนจะมี “สอง”พรรคการเมืองใหญ่ ๆ แต่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อครั้งแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนจีนได้รับความช่วยเหลือจากไต้หวัน และในขณะที่พายุไต้ฝุ่นมรกตพัดเข้าถล่มไต้หวัน รัฐบาลจีนได้ออกรณรงค์ให้ชาวจีนบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อช่วยไต้หวัน รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐบาลอีกมากมาย

ภาพของเหมาเจ๋อตุงที่ถูกวางขายเป็นของระลึก รวมไปถึงสมุดปกแดงและบทกวีกับเอกสารเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในสมัยก่อนนั้นมีให้เห็นอยู่ชินตาตามแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศจีนชาวจีนวัยรุ่นสมัยใหม่หยิบมาพลิกอ่านดูพร้อมกับรอยยิ้มเยาะน้อย ๆ บนใบหน้า ผู้คนในเมืองเฉิงตูเข้าไปดื่มเหล้าและเต้นรำตามผับในวันแรงงาน พนักงานสาวสวยแต่งตัวในเครื่องแบบทหารกองทัพแดง ใส่หมวกเขียวพร้อมดาวแดงแต่นุ่งกางเกงขาสั้นโชว์เรียวขา เพลงประจำกองทัพแดงถูกแปลงเป็นจังหวะฮิปฮอปและร้องกันอย่างสนุกสนานบนเวที สถานที่ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งแรกในประเทศจีนที่เมืองเซี่ยงไฮ้ถูกบำรุงรักษาไว้อย่างดี พร้อมด้วยรูปปั้นบุคคลสำคัญที่เข้าร่วมประชุมในครั้งนั้นจัดแสดงไว้ ซึ่งผู้คนสามารถมองผ่านกระจกเข้าไปได้และอาจสัมผัสได้ถึงบรรยากาศในการประชุมที่จริงจัง ก่อนที่จะเดินแวะเข้าไปตามผับทันสมัยต่าง ๆ ซึ่งรายล้อมอยู่รอบห้องประชุมนั้นทุกทิศทางและห่างไปไม่ถึงสิบก้าวเดิน

ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมและประชาธิปไตยแนวตั้งพร้อมคุณลักษณะของจีน (Socialism & Vertical Democracy with Chinese Characteristics) อันเป็นลักษณะเฉพาะตัวของประเทศจีนเริ่มถูกแนะนำและเผยแพร่ โดยอ้างถึงทฤษฏีที่ว่าประชาธิปไตยแบบหลายพรรคการเมืองอย่างตะวันตกไม่ค่อยเหมาะสมนักกับประเทศในเอเซีย ทั้งนี้ด้วยพื้นฐานวัฒนธรรมที่ต่างกันนั้น ระบอบประชาธิปไตยอย่างตะวันตกอาจนำไปสู่ความล่มสลายและความวุ่นวายทางการปกครองและพัฒนาประเทศ ส่งผลให้เกิดการถอยหลังเข้าคลอง ดังเช่นที่เกิดขึ้นกับบางประเทศในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตาม จีนเน้นย้ำเสมอว่าระบอบการปกครองของจีนในปัจจุบันนั้นเหมาะสมกับประเทศจีนเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าประเทศอื่นจะนำไปใช้ได้ เพราะแต่ละประเทศนั้นย่อมมีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนา ความเชื่อ รูปแบบการดำเนินชีวิตและค่านิยมที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะประเทศจีนนั้นมีลักษณะเฉพาะทางสังคมและวัฒนธรรมมายาวนานนับหลายพันปี ผ่านความรุ่งเรืองและความบอบช้ำมานับครั้งไม่ถ้วน อีกทั้งประเทศจีนประกอบไปด้วยประชากรมากถึง 1/5 ของประชากรทั้งหมดในโลก ระบอบการปกครองของจีนจึงมีลักษณะและเงื่อนไขที่เหมาะสมเฉพาะกับจีนเท่านั้น

ประชาชนมีอิสระในการแสดงความคิดเห็นตราบใดที่ไม่เป็นการสร้างความวุ่นวายในสังคม ผู้คนสามารถวิพากษ์วิจารณ์นโยบายและการทำงานของรัฐบาลได้อย่างตรงไปตรงมาผ่านทางโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์และอินเตอร์เนตซึ่งมีผู้ใช้มากถึงเกือบ 500 ล้านคน มี blog, Twitter, Facebook และ Youtube ในภาคภาษาจีนซึ่งดำเนินการโดยรัฐวิสาหกิจของจีนเอง สถานีโทรทัศน์นับพันช่องนั้นเป็นของรัฐบาลทั้งหมด แต่ก็มีนับสิบช่องที่ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างตรงไปตรงมาตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นแม้แต่หนังสือพิมพ์ซึ่งทั้งหมดเป็นของรัฐบาลเช่นเดียวกันแต่มักจะออกข้อเขียนตำหนิและวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลอย่างเปิดเผยเป็นประจำ การจับผิดการทุจริตของข้าราชการและผู้บริหารประเทศนั้นมีการกระทำอย่างเปิดเผยและแพร่หลาย มีการจัดตั้งกลุ่มเพื่อดำเนินการโดยประชาชนเองและรายงานออกทางสถานีโทรทัศน์ ตั้งแต่คอยจับตาดูรถของรัฐบาลที่ข้าราชการนำไปใช้ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งบุหรี่ที่ข้าราชการสูบว่ามีราคาแพงหรือไม่ เสื้อผ้า เครื่องประดับ บ้านพักอาศัย พฤติกรรมนอกใจคู่สมรส การเที่ยวไนท์คลับหรือพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่การประหารชีวิตผู้ว่าราชการเมืองเซี่ยงไฮ้ ผู้ว่าราชการเมืองฉงชิ่ง ผู้ว่าการท่าอากาศยานกรุงปักกิ่ง และข้าราขการระดับสูงและกลางอีกมากมาย ไม้เว้นแม้กระทั่งระดับผู้นำหมู่บ้านหรือตำรวจจราจร ศาลและรัฐบาลจีนให้การตอบสนองอย่างรวดเร็วและรุนแรงในเรื่องเหล่านี้จากประชาชน หรือแม้กระทั่งการยกเลิกเพิกถอนนโยบาย กฏหมายหรือคำสั่งใด ๆ ที่ได้รับการต่อต้านอย่างเปิดเผยจากประชาชน ในปัจจุบันนั้นมีการทำประชาพิจารณ์ทั่วไปก่อนที่รัฐบาลทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นจะประกาศใช้นโยบายหรือข้อบังคับ มีปุ่มกดให้คะแนนที่จุดบริการประชาชนสำหรับข้าราชการที่ปฏิบ้ติงานทุกคนทั่วประเทศ มีเว็บไซต์ประเมินผลงานที่ให้ประชาชนเข้ามาแสดงความเห็นและมีผลต่อการโยกย้ายเลื่อนขั้นประจำปีของข้าราชการ

แต่สิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้เลยนั้นคือการชุมนุมเรียกร้องไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม ตัวอย่างเช่น กรณีนมผงผสมเมลามีนซึ่งจุดประกายขึ้นโดยกลุ่มพ่อแม่ของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากนมผงปนเปื้อนและมีเด็กเสียชีวิต อันนำไปสู่การชุมนุมประท้วงและการจับกุมผู้ปลอมแปลงนมผงนับพันคน ศาลจีนตัดสินลงโทษอย่างเฉียบขาดทั้งประหารชีวิตและจำคุกในเวลารวดเร็ว แต่ผู้นำการประท้วงก็ถูกจำคุกเช่นเดียวกันในความผิดฐานก่อความวุ่นวายในสังคมแม้ว่าจะมีเจตนาดี อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นานนักผู้นำการประท้วงก็ได้รับการปล่อยตัว พร้อมด้วยคำขอโทษต่อประชาชนที่ตนเองได้สร้างความวุ่นวายขึ้นในสังคมและยุติบทบาทของตัวเองในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ภาพแห่งความสับสนทั้งในแง่การเมืองการปกครอง ระบอบเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในสายตาของชาวต่างชาติและในหมู่ชาวจีนบางส่วนด้วยกันเองนั้นยังคงอยู่ต่อไป คนจีนกล่าวไว้ว่า ประเทศจีนกว้างใหญ่และซับซ้อน หากจะทำความเข้าใจให้ดีนั้นอย่างน้อยต้องศึกษาอักษรจีนให้ได้หนึ่งหมื่นตัวหรือเดินทางรอนแรมให้ครบหมื่นลี้

ความหนาวเหน็บและสายลมแรงพัดผ่านปักกิ่งดังเช่นทุกปีในฤดูหนาว บ้านเมืองดูสงบนิ่งท่ามกลางตึกสูงระฟ้า ถนนกว้างใหญ่และป้ายโฆษณา สลับกับวิถีชีิวิตชาวจีนแบบเดิม ๆ ตามตรอกซอกซอยและบ้านเรือนเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยมองโกลเข้ายึดครอง ดาวแดงอันเป็นสัญญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์นั้นยังคงมีประดับอยู่ทุกแห่งทุกแห่ง ทั้งบนที่ทำการรัฐบาลอันน่าเกรงขาม ห้างสรรพสินค้าสุดหรู ไปจนถึงไนท์คลับขนาดใหญ่นับร้อยแห่งที่เต็มไปด้วยรถยนต์หรูอย่าง Rolls-Royce, Mercedez Benz, Audi, Lexus, Porche และ Ferrari จอดเรียงรายอยู่ด้านหน้า

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

สำนึกชาติและประชาชน

นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นเวลา 79 ปี การเมืองการปกครองของประเทศไทยนั้นมีการพัฒนามาเป็นลำดับขั้น เริ่มจากยุคของคณะราษฏร์ที่มีการกีดกันแย่งอำนาจกันเองภายหลังการได้มาซึ่งอำนาจปกครอง และจากกลุ่มอำนาจเดิมที่ถูกปลดและริดรอนบทบาทจนนำไปสู่กบฏบวรเดชซึ่งถือเป็นการก่อกบฏครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ อันนำไปสู่การประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง และต่อเนื่องด้วยการถือครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นเวลายาวนานนับสิบปี

สถานการณ์การเมืองระหว่างประเทศนั้นมีอิทธิพลต่อประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมักถูกใช้เป็นข้ออ้างในการถือครองอำนาจปกครองของผู้นำประเทศ เช่น การปฏิวัติในฝรั่งเศส การปฏิวัติในรัสเซีย การปฏิวัติในจีน หรือข้อพิพาทในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนการถูกแทรกแซงและให้การสนับสนุนโดยชาติมหาอำนาจต่าง ๆ ในช่วงสงครามเย็น สิ่งเหล่านี้ทำให้อำนาจการปกครองถูกแย่งชิง ส่งต่อและเปลี่ยนขั้วระหว่างผู้มีอำนาจโดยที่ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการปกครอง ผู้นำทหารเป็นผู้ถือสิทธิในการก้าวข้ามการใช้อำนาจรัฐมาเป็นผู้ถืออำนาจรัฐแทน ดังที่เราจะเห็นได้จากกรณีจอมพล ป. พิบูลสงคราม, จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์และจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งมักจะมีการควบตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบกในบุคคลและเวลาเดียวกัน

การเลือกตั้งนั้นเป็นไปอย่างพอเป็นพิธีเพื่อให้สมกับคำว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัตินั้นเต็มไปด้วยการทุจริตและแทรกแซงของผู้มีอำนาจ หรือในบางช่วงบางขณะนั้นมีการประกาศใช้กฏอัยการศึกเป็นเวลานาน หรือให้อำนาจนายกรัฐมนตรีแบบเบ็ดเสร็จโดยปราศจากการคานอำนาจระหว่างรัฐสภาและตุลาการ พรรคการเมืองมีสภาพที่อ่อนแอและมุ่งประสานผลประโยชน์กับผู้มีอำนาจทางทหารและข้าราชการประจำ ผู้แทนของประชาชนไม่ได้แสดงบทบาทตามที่ควรและสอดคล้องกับเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญ คงมีแต่การฉ้อฉล ทุจริต ซื้อสิทธิขายเสียง สนับสนุนและแฝงตัวอยู่ภายใต้อำนาจเผด็จการของผู้นำประเทศซึ่งมักไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง

ประชาชนขาดส่วนร่วมอย่างจริงจังในการเมืองการปกครอง สื่อมวลชนถูกริดรอนบทบาทและถูกข่มขู่ด้วยอำนาจรัฐ ผู้นำประเทศนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสามารถใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ส่วนตนและกลุ่มพรรคพวกได้ตามอำเภอใจ จนกระทั่งลัทธิทางการเมืองแบบสังคมนิยมซึ่งมุ่งเน้นการปฏิวัติของประชาชนได้แทรกซึมและแผ่ขยายในหมู่นิสิตนักศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพที่ชัดเจนระหว่างการถืออำนาจเบ็ดเสร็จของผู้นำประเทศกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากไร้และไม่มีบทบาททางการเมือง กลไกประชาธิปไตยถูกปิดกั้นและเป็นเพียงข้ออ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองของผู้นำประเทศ ภาพของความขัดแย้งดังกล่าวนั้นนำไปสู่การลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชนในเหตุการณ์เดือนตุลาคม อันส่งผลให้ผู้นำประเทศและกลุ่มผู้ถืออำนาจเดิมต้องพบกับความล่มสลาย และถือเป็นครั้งแรกที่การปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จของผู้นำทหารนับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองได้สิ้นสุดลง

ภาพของความรอมชอมระหว่างผู้นำประเทศและประชาชนได้เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์เดือนตุลาคม พรรคการเมืองและสื่อมวลชนมีบทบาทมากยิ่งขึ้น ประชาชนมีการแสดงออกและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลในวงกว้าง แต่ถึงแม้ลักษณะการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จของผู้นำประเทศจะหมดไป หากยังไม่พ้นจากลักษณะแหล่งที่มาของอำนาจรัฐในหมู่ผู้นำทหารและข้าราชการประจำ ผู้นำประเทศไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วยสิทธิด้วยเสียงของประชาชน แต่เป็นลักษณะของการมอบอำนาจให้ในลักษณะประสานผลประโยชน์ระหว่างนักการเมืองและผู้นำทหาร ซึ่งแทบไม่มีความแตกต่างกันนักกับบางช่วงของการปกครองก่อนหน้าเหตุการณ์เดือนตุลาคม ยกเว้นว่าไม่มีลักษณะของความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามเช่นดังแต่ก่อน การเมืองไทยจึงมีการพัฒนาไปอีกขั้นหนึ่งหลังจากที่ใช้เวลานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการปกครองมาเป็นเวลา 45 ปี

พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ก้าวขึ้นสู่อำนาจด้วยการสนับสนุนของนักการเมืองและข้าราชการประจำ ควบตำแหน่งทั้งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทหารบก นอกจากนั้นยังมีการต่ออายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกออกไปอีกเมื่อครบเกษียณอายุ นับเป็นการถือครองอำนาจอย่างยาวนานท่ามกลางการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยหลายครั้งด้วยการสนับสนุนหลักของพรรคประชาธิปปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ซึ่งมีรากฐานมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเพียงพรรคเดียวในประเทศไทย ทำให้รัฐบาลของพลเอกเปรมผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทั้งด้านการทหารและการเมือง จนสามารถบริหารประเทศได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานกว่า 8 ปี

อย่างไรก็ตาม พลเอกเปรมก็ยังถือได้ว่าเป็นผู้นำประเทศที่มาจากข้าราชการประจำโดยมีฐานของนักการเมืองและทหารให้การสนับสนุน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือพลเอกเปรมได้นำผู้เชี่ยวชาญในหลาย ๆ ด้านเข้าร่วมรัฐบาลในการบริหารประเทศ ไม่ได้แจกจ่ายอำนาจให้กับกลุ่มเครือญาติหรือพรรคพวกเพื่อนพ้องของตัวเองเหมือนในสมัยเผด็จการทหารก่อนหน้านั้น ตลอดจนพลเอกเปรมนั้นปราศจากมลทินเรื่องราวทุจริตใด ๆ และมีบุคลิกภาพที่นุ่มนวล จึงทำให้ได้รับการยอมรับทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ประเทศไทยมีการวางรากฐานอย่างมั่นคงในหลาย ๆ ด้าน ทั้งภาคการเกษตร อุตสาหกรรม การเงินการธนาคารและการท่องเที่ยว

เมื่อพลเอกเปรมก้าวลงจากอำนาจและส่งมอบการบริหารประเทศให้กับนักการเมืองนั้น ถือเป็นการสิ้นสุดลงอย่างเด็ดขาดของการผูกขาดการบริหารประเทศอย่างยาวนานโดยกลุ่มผู้นำทหารซึ่งมีมานับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ตั้งแต่นั้นอำนาจการบริหารประเทศตกอยู่ในมือของนักการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง จึงนับได้ว่าการเมืองการปกครองของไทยนั้นมีการพัฒนาไปอีกขั้นในช่วงเวลาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของพรรคการเมืองส่วนใหญ่ในขณะนั้นประกอบไปด้วยกลุ่มทุนขนาดเล็กและผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ซึ่งกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ มีการประสานผลประโยชน์ระหว่างกันโดยมุ่งเน้นไปที่ท้องถิ่นของตนเพื่อรักษาฐานธุรกิจและคะแนนเสียง รูปลักษณะโครงสร้างของที่มาในอำนาจบริหารประเทศจึงเปลี่ยนจากผู้นำทหารและข้าราชการประจำมาเป็นกลุ่มทุนขนาดเล็กที่รวมตัวกันเพื่อประโยชน์ของตนและกลุ่มต่าง ๆ ในพื้นที่ เราจะเห็นได้ว่านักการเมืองซึ่งถือกำเนิดขึ้นมาในยุคนี้นั้นล้วนมาจากผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้ถือสัมปทานป่าไม้ ผู้ถือสัมปทานเหมืองแร่ พ่อค้าระดับจังหวัด ฯลฯ โดยมีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารและสถาบันการเงินคอยให้การสนับสนุนโดยตรงไปที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่ประกอบไปด้วยโครงสร้างเดียวกันแทบทั้งหมด

เมื่ออำนาจตกอยู่ในมือของนักการเมืองซึ่งมีพื้นเพมาจากพ่อค้าและกลุ่มทุนขนาดเล็ก การเอื้ออำนวยระหว่างกันในลักษณะร่วมกันแสวงหาผลประโยชน์จึงเกิดขึ้น การทุจริตในเชิงปฏิบัติเมื่อมีการขับเคลื่อนอำนาจรัฐจึงมีปรากฏอยู่เป็นประจำในวงกว้าง ประชาชนเกิดความเบื่อหน่ายและเริ่มรู้สึกถึงการสูญเสียอำนาจควบคุมนักการเมืองถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งก็ตาม ผู้นำทหารจึงฉกฉวยโอกาสเข้าทำการปฏิวัติและก้าวขึ้นสู่อำนาจเบ็ดเสร็จอีกครั้งหนึ่ง นำพาประเทศกลับไปสู่ยุคก่อนหน้าพลเอกเปรม และมีการแจกจ่ายอำนาจให้พรรคพวกและบริวารในหมู่ผู้นำทหาร ทั้งนี้โดยได้รับเสียงสนับสนุนของประชาชนในช่วงเริ่มต้น จนกระทั่งเมื่อเกิดลักษณะของการพยายามผูกขาดอำนาจอย่างถาวรและส่งต่ออำนาจให้ผู้นำทหารรุ่นต่อไปในกลุ่มของตัวเอง ประชาชนจึงลุกฮือขึ้นอีกครั้งหนึ่งและนำไปสู่การนองเลือดในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ผู้นำทหารผันตัวออกห่างจากการเมืองอย่างเด็ดขาดหลังจากเหตุการณ์พฤกษภาทมิฬ นักการเมืองเข้าทำการบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ข้าราชการประจำวิ่งเข้าหานักการเมืองเพื่อรักษาฐานอำนาจของตัวเอง แตกต่างจากสมัยก่อนหน้านั้นที่นักการเมืองเป็นฐานอำนาจให้ข้าราชการประจำ เกิดการประสานผลประโยชน์อย่างรอมชอมในวงกว้างแต่เป็นไปอย่างมีข้อจำกัดโดยอำนาจขององค์กรอิสระที่เกิดขึ้นมาใหม่หลายองค์กรตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประเทศไทยเข้าสู่ยุคหยุดนิ่งทางการเมืองในลักษณะเดิม มีการพัฒนาอย่างช้า ๆ อย่างเป็นระบบ ประชาชนมีจิตสำนึกและตื่นตัวในทางการเมืองมากขึ้น สื่อมวลชนมีอิสระในการนำเสนอข่าวสารและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเลือกตั้งเป็นอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากขึ้น สภาพสังคมโดยรวมมีความผาสุกและมั่นคง

วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจทำให้ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อแนวทางการบริหารประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไปและอนุรักษ์นิยมลดน้อยลง กลุ่มทุนระดับชาติขนาดใหญ่ซึ่งแฝงตัวอยู่ในวงการเมืองอย่างเงียบ ๆ ก่อนหน้านั้นได้ก้าวเข้าสู่การเมืองอย่างเต็มตัว มีการประกาศใช้นโยบายประชานิยมและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ส่งผลให้ได้อำนาจการบริหารประเทศในรูปแบบใหม่สำหรับประเทศไทย ด้วยการชนะการเลือกตั้งเพียงพรรคเดียวอย่างถล่มทลายและก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของพัฒนาการทางการเมือง ประชาชนยินดีปรีดาและชื่นชมกับนโยบายที่สัมผัสและจับต้องได้ มีการแจกจ่ายผลประโยชน์ผ่านทางนโยบายของรัฐบาลกันอย่างถ้วนหน้าทั้งจากระดับบนสู่ระดับล่างของสังคม ทิศทางและรูปแบบการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนไป งบประมาณจากภาครัฐถูกใช้กระตุ้นและแจกจ่ายลงสู่หน่วยย่อย ก่อให้เกิดการจ้างงานและธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นทั่วประเทศ ข้าราชการประจำถูกลดบทบาทลงเนื่องด้วยกระแสสังคมและความนิยมในตัวผู้นำประเทศที่มาจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม ประชาชนไม่ได้เฉลียวใจถึงผลกระทบอีกด้านหนึ่งของนโยบายประชานิยม อันเป็นทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งมีการถกเถียงกันมาเป็นเวลานานนับหลายสิบปีในหมู่นักวิชาการ กล่าวคือ อำนาจแบบเผด็จการของผู้นำประเทศจะกลายเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของนโยบายประชานิยม และนั่นอาจจะนำไปสู่ความล่มสลายของสังคมซึ่งยากต่อการแก้ไขได้ในท้ายที่สุด

เมื่อเริ่มเกิดพฤกติกรรมการผูกขาดและเผด็จการแบบประชานิยมของรัฐบาลโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ อันปราศจากคุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำประเทศที่ไม่ควรอาศัยอำนาจรัฐหาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องในขณะบริหารราชการแผ่นดิน แต่เนื่องจากสามารถถือครองอำนาจเบ็ดเสร็จผ่านทางรัฐสภาโดยมีฐานเสียงตอบรับและสนับสนุนจากนโยบายประชานิยม ประชาชนบางส่วนจึงเริ่มเกิดความรู้สึกหวาดระแวงและเกิดการรวมตัวกัน จนกระทั่งเมื่อได้รับการชี้นำและสนับสนุนจากกลุ่มทุนอื่นซึ่งสูญเสียผลประโยชน์โดยกลุ่มทุนซึ่งบริหารประเทศอยู่ในขณะนั้น ความขัดแย้งทางสังคมจึงได้ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เกิดการประท้วงอย่างต่อเนื่องและรุนแรง ผู้นำทหารจึงฉวยโอกาสทำการยึดอำนาจอีกครั้งด้วยเสียงเรียกร้องของประชาชนผู้ประท้วง ก่อให้เกิดการสลายขั้วอำนาจของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ หลังจากนั้นไม่นานคณะทหารได้ทำการถอนตัวจากการเมืองโดยปราศจากการสานต่ออำนาจหรือพยายามถือครองอำนาจเหมือนในอดีต และปล่อยให้มีการเลือกตั้งอย่างเสรีตามระบอบประชาธิปไตย

ผลกระทบของนโยบายประชานิยมยังคงอยู่ในความรู้สึกของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนในชนบทซึ่งด้อยโอกาสทางการศึกษาและไม่มีความเข้าใจทางการเมืองดีพอ ส่งผลให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งและเข้ามาบริหารประเทศอีกครั้งหลังการปฏิวัติ ทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างต่อเนื่องของชนชั้นกลางในสังคมเมืองซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประท้วงแต่เดิมและทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความเสียหายต่อประเทศชาติโดยรวม เกิดการแบ่งแยกทางสังคมระหว่างชนชั้นแอบแฝงในสังคมเชิงเศรษฐกิจ กลุ่มทุนขนาดใหญ่ขยายผลนำไปสู่ทฤษฏีทางการเมืองเชิงปลุกปั่นและจัดตั้งมวลชนเข้าปะทะ แม้จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งเกิดการเปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมืองโดยระบอบรัฐสภาแล้วก็ตาม

พระมหากษัตริย์ทรงดำรงฐานะอยู่เหนือการเมืองและเป็นที่เคารพสักการะของปวงชนชาวไทยมาอย่างช้านาน ผสมผสานอยู่ในวัฒนธรรมไทยมานับร้อยนับพันปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรอย่างต่อเนื่องโดยมิได้ทรงเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยพระวรกายมาเป็นเวลานานเกือบช่วงอายุของคนรุ่นหนึ่ง การกล่าวอ้างถึงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อผลทางการเมืองจึงเป็นการมิบังควรไม่ว่าในกรณีใด ๆ อีกทั้งประเทศอื่นที่เจริญแล้วทั้งหลาย เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ สเปน ฯลฯ ก็ยังคงมีพระมหากษัตริย์เป็นพระประมุขในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย

ความแตกต่างระหว่างชนชั้นในระบอบศักดินาไพร่ทาสนั้นได้สูญสลายไปสิ้นจากสังคมไทยมาเป็นเวลานานเกือบค่อนศตวรรษ ในปัจจุบันนั้นประชาชนชาวไทยมีความเสมอภาคกันโดยไม่แบ่งแยกตามชาติกำเนิดหรือยศถาบรรดาศักดิ์ ประชาชนทุกคนล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน มีสิทธิและเสรีภาพตามกฏหมายอย่างเท่าเทียมกัน การยกคำกล่าวอ้างต่าง ๆ นานาในเชิงการกดขี่ระหว่างชนชั้นนั้นล้วนแต่เป็นเพียงการก่อกระแสเพื่อสนับสนุนกลุ่มทุนขนาดใหญ่โดยอ้อม โดยหมิ่นเหม่มุ่งหวังเพื่อล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์และสลายอำนาจของข้าราชการประจำอันเป็นกลไกของรัฐ เพื่อเปิดทางให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้าปกครองประเทศอีกครั้งโดยปราศจากดุลย์อำนาจและการควบคุมใด ๆ จากนั้นจึงทำการสานต่อนโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนผู้ด้อยโอกาสในชนบทที่ให้การยอมรับอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และนำไปสู่การถือครองอำนาจปกครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จยาวนานในอนาคต ทั้งนี้ เพื่อเอื้ออำนวยผลประโยชน์ให้แก่กลุ่มทุนของผู้นำประเทศในท้ายที่สุด

นับเป็นเวลานานหลายสิบปีที่ประเทศไทยต้องพบกับความบอบช้ำโดยที่ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการป้องกันรักษาและเยียวยา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนชาวไทยควรที่จะพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ถืออธิปไตยในชาติ ลุกขึ้นยืนด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องหาผู้นำหรืออำนาจทหารเหมือนในอดีต เสียสละ คำนึงถึงส่วนรวม มีจิตสำนึกร่วมของความเป็นชาติ โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นที่ตั้ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวนในรูปผลประโยชน์ใด ๆ อันเป็นลักษณะของการละทิ้งจิตสำนึก ไม่ยกย่องเชิดชูผู้มีอำนาจวาสนา ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์หรือผู้ร่ำรวยเงินตราซึ่งปราศจากคุณงามความดี ไม่มอบอำนาจอธิปไตยให้แก่บุคคลเหล่านั้นโดยหวังได้รับสิ่งตอบแทนเป็นการเฉพาะตน ไม่เพิกเฉยต่อการเข้าครอบครองอำนาจรัฐของบุคคลในทางที่ผิด คอยหมั่นสอดส่องดูแลการใช้อำนาจรัฐของผู้บริหารประเทศ ปกป้องและดูแลสังคมโดยรวมไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี ไม่เรียกร้องหาผู้รับใช้ประชาชนแต่คิดและกระทำเสมือนหนึ่งว่าเราทุกคนคือผู้รับใช้ประชาชนด้วยตัวเราเอง ดำเนินชีวิตโดยมีสำนึกชาติอยู่ในหัวใจและปลูกฝังให้แก่บุตรหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง กระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งนี้ ไม่ว่าเรื่องเล็ก ๆ เช่น การกวาดขยะหน้าบ้านของตัวเอง ไปจนถึงการแสดงออกทางการเมืองตามสมควรด้วยความชอบธรรมเพื่อช่วยกันขจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นไปจากแผ่นดิน

โพสท์ใน การเมือง | ใส่ความเห็น

คนสุดท้าย

Dancing in the park

คุณยังจำคนแรกในชีวิตที่คุณหลงรักกันได้ไหมครับ คนที่คุณใจเต้นตูมตามเวลาเข้าไปคุยด้วย คนที่คุณคอยคิดถึงอยู่ทุกคืนวัน คนที่คุณเฝ้าคอยหาให้ได้เจอ คนที่ทำให้คุณจิตใจว้าวุ่นจนไม่เป็นอันได้หลับได้นอน คนที่คุณเคยคิดว่า ชีวิตนี้ทั้งชีวิตจะไม่ขอไปจากกันและกัน…

ถ้าสำหรับคนสุดท้ายในชีวิตล่ะครับ คนที่อยู่คู่กับคุณจนสิ้นลมหายใจ คุณจะรู้สึกอย่างไร…

“Dancing in the park”
Nikon FM3A, Carl Zeiss Distagon 2/35 AF , ILFORD Delta 400
ปักกิ่ง 2009

โพสท์ใน รำพันกับภาพถ่าย | 3 ความเห็น